belanegara – จาการ์ตา – ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่อาจเขย่าตลาดพลังงานโลก เมื่อนายบาห์ลิล ลาฮาดาเลีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรณี (ESDM) ของอินโดนีเซีย ประกาศปรับลดเป้าหมายการผลิตถ่านหินสำหรับปี 2569 ลงอย่างมีนัยสำคัญ เหลือเพียงประมาณ 600 ล้านตัน จากยอดการผลิตจริงในปี 2568 ที่สูงถึง 790 ล้านตัน การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่เป็นการวางเดิมพันเพื่ออนาคตของชาติและเสถียรภาพของราคาพลังงาน
ในการแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของกระทรวง ESDM ประจำปี 2568 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม 2569 นายบาห์ลิลได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนนโยบายนี้ โดยกล่าวว่า "ในโอกาสอันดีนี้ กระทรวง ESDM ร่วมกับอธิบดีกรมทรัพยากรแร่และถ่านหิน ได้ตัดสินใจทบทวนแผนงานและงบประมาณ (RKAB) เราจะลดการผลิตถ่านหินลง เพื่อรักษาระดับราคาให้มีเสถียรภาพ และที่สำคัญกว่านั้นคือ เพื่อให้ทรัพยากรอันมีค่านี้สามารถส่งต่อเป็นมรดกให้แก่ลูกหลานของเราในอนาคตได้"

นายบาห์ลิลย้ำว่า การบริหารจัดการถ่านหินและทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ จะต้องดำเนินไปอย่างยั่งยืน ไม่ใช่การเร่งใช้ให้หมดไปในชั่วอายุคนเดียว "อย่าคิดว่าการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติจะต้องใช้ให้หมดสิ้นไปในตอนนี้" เขากล่าว "ประเทศชาติต้องก้าวต่อไป สิ่งแวดล้อมต้องได้รับการดูแล และหลักความยุติธรรมต้องยังคงอยู่ เป้าหมายการผลิตของเราจะอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านตัน บวก/ลบเล็กน้อย"
การลดปริมาณการผลิตครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการสร้างเสถียรภาพให้กับราคาถ่านหินที่เผชิญกับภาวะขาลง โดยในปี 2568 อินโดนีเซียมีการผลิตถ่านหินรวม 790 ล้านตัน ซึ่งแบ่งเป็นการส่งออกถึง 65.1% และการบริโภคภายในประเทศ 32% แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของอินโดนีเซียในตลาดโลก การตัดสินใจครั้งนี้จึงไม่เพียงส่งผลต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ แต่ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวในการจัดการทรัพยากรเพื่อความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมของอินโดนีเซีย ซึ่ง belanegara.co จะติดตามรายงานความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดต่อไป