belanegara – นายอันดี อัมรัน ซูไลมาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและอาหารแห่งอินโดนีเซีย (Mentan) ได้เปิดเผยเรื่องราวสุดช็อกเบื้องหลังความสำเร็จในการผลักดันเป้าหมายการพึ่งตนเองด้านอาหารของประเทศ โดยยอมรับว่าเขาต้องเผชิญกับอาการเวียนหัวและกรดไหลย้อนอย่างรุนแรง อันเป็นผลมาจากความกดดันและภาระงานที่หนักอึ้ง การเปิดเผยครั้งนี้มีขึ้นในระหว่างการประกาศความสำเร็จด้านการพึ่งตนเองด้านอาหารที่เมืองการาวัง จังหวัดชวาตะวันตก เมื่อวันพุธที่ 7 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา
นายอัมรันกล่าวว่า เดิมทีเป้าหมายการพึ่งตนเองด้านอาหารถูกกำหนดไว้ที่ 4-5 ปี แต่กลับถูกเร่งรัดให้เหลือเพียง 3 ปี ซึ่งถือเป็นความกดดันมหาศาล และเมื่อเป้าหมายถูกลดทอนลงมาอีกเหลือเพียง 1 ปี นั่นยิ่งทำให้เขาและทีมงานต้องทำงานอย่างหนักหน่วงยิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว

“ท่านประธานาธิบดีครับ ผมขอยืนยันว่าเราไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง หากผมทำงานคนเดียว คงไม่มีทางบรรลุผลสำเร็จอย่างที่เราเห็นในวันนี้ได้เลย” นายอัมรันกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เป้าหมายแรกคือ 4 ปี จากนั้นลดลงเหลือ 3 ปี และสุดท้ายคือ 1 ปี ในช่วงที่เป้าหมายถูกกำหนดไว้ที่ 1 ปีนั้น พวกเราหลายคน รวมถึงตัวผมเอง มีอาการเวียนหัวและกรดไหลย้อนกันถ้วนหน้า แต่ด้วยความมุ่งมั่นและแรงสนับสนุนจากทุกฝ่าย วันนี้อาการเหล่านั้นเริ่มดีขึ้นและฟื้นตัวกลับมาแล้วครับ”
ในโอกาสเดียวกันนี้ รัฐมนตรีอัมรันยังได้นำเสนอผลงานเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของภาคเกษตร โดยระบุว่าผลผลิตข้าวของประเทศในปี 2568 สามารถทำได้สูงถึง 34 ล้านตัน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีเยี่ยม นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ยืนยันว่าจะไม่มีการนำเข้าน้ำตาลทรายขาวในปี 2569 อย่างแน่นอน อันเป็นผลมาจากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบริษัท PTP ในชวาตะวันออกที่สามารถสร้างผลผลิตได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตรวม
สำหรับเรื่องข้าว นายอัมรันย้ำถึงบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งของ Bulog (หน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านโลจิสติกส์อาหารของอินโดนีเซีย) ในการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร และแสดงความเชื่อมั่นว่าอินโดนีเซียมีศักยภาพสูงที่จะสามารถส่งออกข้าวได้ในปีนี้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญสู่การเป็นผู้นำด้านอาหารในภูมิภาคและระดับโลก ตามที่รายงานโดย belanegara.co