belanegara – แม้เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทาย แต่ภาคธุรกิจพลังงานหมุนเวียนกลับแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มเชิงบวกอย่างน่าประหลาดใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในพลังงานความร้อนใต้พิภพ ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ นี่คือสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกถึงโอกาสการเติบโตที่สดใสในอนาคต
บริษัท พีจีอีโอ (PGEO) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความสำเร็จในภาคธุรกิจนี้ รายได้ของบริษัทพุ่งสูงถึง 101.51 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้น 0.93% แตะที่ 3.03 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และที่น่าสนใจคือ กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นถึง 12.04% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) อยู่ที่ 77.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นี่คือตัวเลขที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและศักยภาพของธุรกิจพลังงานหมุนเวียนอย่างชัดเจน

เฟียรัล ริซกี้ บาตูบารา รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานหมุนเวียน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานความร้อนใต้พิภพ ยังคงมีความน่าสนใจอย่างมาก เนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นในนโยบายและความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคงให้กับการลงทุนระยะยาว
“รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับพลังงานหมุนเวียนอย่างจริงจัง และนโยบายนี้ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันจากต่างประเทศ แต่เป็นความมุ่งมั่นที่จะสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศ ปัจจุบัน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และกระทรวงพลังงาน กำลังเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับและกระจายพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานความร้อนใต้พิภพ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ” เฟียรัลกล่าวเสริม เมื่อวันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม 2568
อย่างไรก็ตาม เฟียรัลยังชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่ยังคงมีอยู่ ระบบพลังงานของประเทศยังคงมีความเปราะบาง เนื่องจากการพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนแบบไม่ต่อเนื่อง เช่น พลังงานลมและแสงอาทิตย์ การเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดอย่างปลอดภัย จำเป็นต้องมีพลังงานฐาน (baseload) ที่เชื่อถือได้ และพลังงานความร้อนใต้พิภพก็เป็นทางเลือกที่สำคัญ แม้ว่าจะยังคงมีอุปสรรคบางประการ เช่น แหล่งพลังงานส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภูเขา แต่โอกาสในการเติบโตและความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้น ก็เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยสดใส และน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง