belanegara – ในขณะที่น้ำมันดิบและก๊าซหุงต้ม (LPG) ยังคงเป็นเชื้อเพลิงหลักที่คุ้นหูผู้บริโภคในอินโดนีเซีย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศไทยกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญในการบริหารจัดการทรัพยากรพลังงาน เนื่องจากอินโดนีเซียมีศักยภาพของก๊าซธรรมชาติมหาศาลที่ถูกบรรจุไว้ในระบบพลังงานของชาติมาอย่างยาวนาน
ก๊าซธรรมชาติซึ่งมีส่วนประกอบหลักคือมีเทน ไม่ได้เป็นเพียงแค่เชื้อเพลิงพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนทั้งภาคอุตสาหกรรม การผลิตไฟฟ้า และโครงข่ายก๊าซในระดับครัวเรือน

นาย Bahlil Lahadalia รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรณีของอินโดนีเซีย ได้เปิดเผยถึงทิศทางเชิงกลยุทธ์ว่า การเร่งพัฒนาการใช้ก๊าซธรรมชาติถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า LPG จากต่างประเทศ และมุ่งสู่การพึ่งพาตนเองด้านพลังงานอย่างแท้จริง
การขยับตัวครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การพัฒนาเทคโนโลยี Compressed Natural Gas (CNG) ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของการขนส่งก๊าซเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระดับชาติในการดึงเอาทรัพยากรภายในประเทศมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
จากข้อมูลสถิติในปี 2025 พบว่าอินโดนีเซียสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้สูงถึงประมาณ 6,789 MMSCFD โดยมีการนำมาใช้งานภายในประเทศราว 5,600 BBTUD ซึ่งสัดส่วนกว่า 69% ถูกใช้เพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศ ในขณะที่ส่วนที่เหลือถูกจัดสรรไว้สำหรับการส่งออกเพื่อสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าก๊าซธรรมชาติคือฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "การเข้าถึง" ของผู้บริโภค เนื่องจากในปัจจุบัน พื้นที่หลายแห่งยังไม่สามารถเข้าถึงโครงข่ายท่อส่งก๊าซได้
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการกระจายก๊าซรูปแบบใหม่ๆ โดยเฉพาะการใช้ CNG เพื่อทลายข้อจำกัดด้านพื้นที่ และขยายขอบเขตการใช้งานก๊าซธรรมชาติให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนทั่วประเทศ ตามรายงานจาก belanegara.co