belanegara – ธนาคาร BTN (บีทีเอ็น) หนึ่งในสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของอินโดนีเซีย ได้ออกโรงตอบโต้และชี้แจงอย่างหนักแน่นต่อกรณีเนื้อหาที่ถูกเผยแพร่บนแพลตฟอร์มอินสตาแกรมโดยอินฟลูเอนเซอร์สาว ชาบรินา อัดฟี ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกล่าวอ้างเรื่องเงินทุนของลูกค้า ธนาคารมองว่าเรื่องราวที่ถูกนำเสนอไปนั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริง มีข้อมูลที่บิดเบือน และได้สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงขององค์กรอย่างร้ายแรง
"เรามองเห็นความพยายามที่จะชี้นำความคิดเห็นสาธารณะอย่างไม่เป็นธรรมผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เนื้อหาที่ชาบรินา อัดฟี เผยแพร่นั้นบิดเบือนอย่างชัดเจน ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของสถาบันเรา" นายวิโดโด ซิกิต ปุดจิอันโต ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของธนาคาร BTN กล่าวเมื่อวันศุกร์ (11 ก.ย. 2569) ที่กรุงจาการ์ตา "ด้วยเหตุนี้ เราจึงเตรียมดำเนินการทางกฎหมายอย่างเปิดเผย และจะใช้มาตรการทางกฎหมายที่จำเป็นทุกขั้นตอน เพื่อปกป้องผลประโยชน์และชื่อเสียงของธนาคาร"

นายวิโดโดได้อธิบายถึงแก่นของปัญหาว่า คดีนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากกรณีของนางลินาวาตี ซึ่งเป็นแม่ยายของชาบรินา อัดฟี โดยธนาคาร BTN ยืนยันอย่างหนักแน่นถึงความมุ่งมั่นในการบังคับใช้กฎหมาย และจะไม่ยอมทนต่อการฉ้อโกงในทุกรูปแบบไม่ว่าจะเกิดขึ้นในลักษณะใดก็ตาม
เมื่อพบว่ามีการกระทำผิด ธนาคารได้ดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยการแจ้งความอดีตพนักงานของตนเองต่อตำรวจนครบาล (Polda Metro Jaya) ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2566 ซึ่งนำไปสู่การตัดสินจำคุก 3 ปี และปรับเป็นเงิน 200 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 4.4 แสนบาท) โดยศาลแขวงจาการ์ตาตะวันออก เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2567
อย่างไรก็ตาม นายวิโดโดได้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับตัวเลขการเรียกร้องที่ถูกเผยแพร่ในพื้นที่สาธารณะ โดยระบุว่าตัวเลข 1.7 หมื่นล้านรูเปียห์ (ประมาณ 37.4 ล้านบาท) ที่ถูกกล่าวอ้างบนสื่อสังคมออนไลน์นั้น ไม่ตรงกับเอกสารทางการที่มีอยู่
จากการตรวจสอบข้อมูลในคำฟ้องล่าสุดที่ยื่นโดยฝ่ายโจทก์เองต่อศาล พบว่ามูลค่าเงินต้นที่เรียกร้องระบุไว้ที่ประมาณ 7.26 พันล้านรูเปียห์ (ประมาณ 15.97 ล้านบาท) และมีการเรียกร้องดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกประมาณ 1.68 พันล้านรูเปียห์ (ประมาณ 3.7 ล้านบาท)
ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างของฝ่ายโจทก์เท่านั้น และไม่ใช่การยอมรับของธนาคาร BTN เกี่ยวกับมูลค่าความเสียหายหรือภาระผูกพันในการชำระเงินของธนาคารแต่อย่างใด
ปัจจุบัน กระบวนการทางกฎหมายแพ่งที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ยังคงดำเนินอยู่ในชั้นศาล โดยในคดีแรก ศาลแขวงจาการ์ตาตอนกลางได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ว่าคำฟ้องไม่สามารถรับได้ (gugatan tidak dapat diterima) และคำตัดสินดังกล่าวไม่มีคำสั่งให้ธนาคาร BTN ต้องดำเนินการชำระเงินใดๆ ทั้งสิ้น