belanegara – สำนักงานคณะกรรมการกำกับดูแลสถาบันการเงิน (OJK) ของอินโดนีเซีย ได้ดำเนินการลงโทษทางปกครอง การสั่งห้าม และ/หรือคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร รวมทั้งสิ้น 1,277 กรณี แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมตลาดทุน ตลอดปี 2569 จนถึงวันที่ 31 สิงหาคม โดยมียอดรวมค่าปรับที่เรียกเก็บได้พุ่งสูงถึงกว่า 3.27 แสนล้านรูเปียห์ (ประมาณ 7.2 แสนล้านบาทไทย หากอ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบัน) ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความโปร่งใสและเสถียรภาพของตลาด
นายอากุส เฟอร์มันสยาห์ หัวหน้าฝ่ายกำกับดูแลและนโยบายภาคบริการทางการเงินแบบบูรณาการของ OJK เปิดเผยว่า การลงโทษเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของ OJK ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งในการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายในภาคตลาดทุน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุนและรักษาความน่าเชื่อถือของระบบ

จากจำนวนการลงโทษทั้งหมด 93 กรณีเป็นการลงโทษที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎระเบียบในภาคตลาดทุนโดยตรง ซึ่งประกอบด้วยค่าปรับเป็นเงิน 73.99 พันล้านรูเปียห์, คำเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร 8 ฉบับ, คำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร 5 ฉบับ, การสั่งห้าม 10 กรณี และการระงับใบอนุญาต 6 กรณี แสดงให้เห็นถึงมาตรการที่หลากหลายและครอบคลุมในการจัดการกับผู้กระทำความผิด
การลงโทษเหล่านี้พุ่งเป้าไปที่บุคคลและนิติบุคคลหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เช่น ผู้ออกหลักทรัพย์, กรรมการและกรรมการบริหารของผู้ออกหลักทรัพย์, บริษัทหลักทรัพย์, กรรมการบริษัทหลักทรัพย์, ผู้สอบบัญชีสาธารณะและสำนักงานสอบบัญชี, ผู้ถือหุ้นและผู้ควบคุมผู้ออกหลักทรัพย์ รวมถึงบุคคลและนิติบุคคลอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎเกณฑ์
ข้อมูลจาก OJK ระบุว่า การลงโทษดังกล่าวได้ถูกดำเนินการกับผู้ออกหลักทรัพย์ 23 ราย, บริษัทหลักทรัพย์ 6 แห่ง, ผู้สอบบัญชีสาธารณะและ/หรือสำนักงานสอบบัญชี 13 ราย, กรรมการผู้ออกหลักทรัพย์ 50 ราย, กรรมการบริหารผู้ออกหลักทรัพย์ 8 ราย, ผู้ถือหุ้นและ/หรือผู้ควบคุม 4 ราย, กรรมการบริษัทหลักทรัพย์ 6 ราย และบุคคล/นิติบุคคลอื่นๆ อีก 3 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความครอบคลุมของการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดของ OJK ในการสร้างตลาดทุนที่ยุติธรรมและมีประสิทธิภาพ.