belanegara – นายบาห์ลิล ลาฮาดาเลีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและทรัพยากรธรณีของอินโดนีเซีย ได้ออกมาเปิดเผยถึงแผนงานยักษ์ใหญ่ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (PLTS) กำลังผลิต 100 กิกะวัตต์ (GW) ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต โดยคาดการณ์ว่าโครงการนี้จะต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลถึง 7.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นกว่า 1.14 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 2.6 ล้านล้านบาทไทย) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถูกนำเสนอในงานเปิดตัวโครงการ PLTS 100 GWp ที่บาหลี เมื่อวันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2569
แม้จะต้องใช้งบประมาณมหาศาล แต่รัฐมนตรีบาห์ลิลยืนยันว่าโครงการนี้จะนำมาซึ่งการประหยัดงบประมาณของประเทศในส่วนของการอุดหนุนพลังงานได้มากถึง 73.9 ล้านล้านรูเปียห์ต่อปี (ประมาณ 1.7 แสนล้านบาทไทย) โดยศักยภาพในการประหยัดนี้มาจากการใช้ไฟฟ้าจาก PLTS ที่ผสานกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซหรือดีเซลอย่างมีนัยสำคัญ นี่คือการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่จะสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาวให้กับงบประมาณของรัฐ

นอกจากผลประโยชน์ด้านการเงินจากการประหยัดงบประมาณอุดหนุนพลังงานประจำปีแล้ว โครงการ PLTS ขนาด 100 GW ยังมีศักยภาพในการสร้างงานได้มากถึง 5.5 ล้านตำแหน่ง โดยแบ่งเป็นแรงงานในภาคการก่อสร้างประมาณ 3.465 ล้านคน และแรงงานในภาคการผลิตอีกประมาณ 2.053 ล้านคน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างกว้างขวาง ถือเป็นการลงทุนที่ส่งผลบวกต่อสังคมในวงกว้าง
ยิ่งไปกว่านั้น นายบาห์ลิลยังระบุว่าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 100 GW นี้ จะมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 140.16 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ หากดำเนินการเต็มรูปแบบ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ และยังสร้างโอกาสใหม่ๆ ในตลาดคาร์บอน โดยมีศักยภาพมูลค่าตลาดสูงถึง 6.31 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 1.45 หมื่นล้านบาทไทย) จากการประเมินที่ 4 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุมทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของอินโดนีเซีย