นายอีร์วานกล่าวว่า ทาง BEI กำลังเร่งศึกษาและประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ S&P DJI มีแนวโน้มจะปรับลดอันดับการจัดประเภทตลาดทุนของอินโดนีเซีย จาก "ตลาดเกิดใหม่" (Emerging Market) ไปสู่ "ตลาดชายขอบ" (Frontier Market) ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง อาจส่งผลให้กองทุนต่างชาติที่ลงทุนตามดัชนีต้องปรับพอร์ตการลงทุนและถอนเงินออกไป
อย่างไรก็ตาม นายอีร์วานยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการไหลออกของเงินทุน แต่ยืนยันว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นในทันทีทันใด เนื่องจากกลไกการประเมินดัชนีระดับโลกมักจะมีช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านหรือระยะเวลาผ่อนผันก่อนที่การเปลี่ยนแปลงการจัดประเภทจะถูกนำมาใช้จริง "S&P DJI มักจะให้เวลา ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิดคือประมาณหนึ่งปีตามเอกสารที่แจ้งมา ดังนั้น เราหวังว่าก่อนหน้านั้น หรือในอนาคตอันใกล้ เราจะสามารถดำเนินการปรับปรุงแก้ไขได้สำเร็จ เพื่อให้พวกเขาสามารถออกแถลงการณ์ที่เป็นบวกมากขึ้นได้" เขากล่าวเสริม

เพื่อเป็นการตอบสนองและแก้ไขสถานการณ์ BEI ได้ติดต่อประสานงานกับ S&P DJI โดยตรง เพื่อหารือและนำเสนอแผนปฏิรูปหลายประการที่ตลาดหลักทรัพย์ได้ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งรวมถึงนโยบายเกี่ยวกับสัดส่วนการกระจายหุ้นให้ประชาชนทั่วไป (Free Float) ที่ 15%, การประกาศรายชื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่ถือครองเกิน 1%, และการนำรายการหุ้นที่มีการกระจุกตัวของผู้ถือหุ้นสูง (High Shareholder Concentration – HSC) มาใช้
ความพยายามเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ BEI ในการรักษาความน่าเชื่อถือและความมั่นใจของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการป้องกันไม่ให้เกิดการปรับลดสถานะของตลาดทุนอินโดนีเซีย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความสามารถในการดึงดูดเงินลงทุนในระยะยาว