belanegara – PT PLN Energi Primer Indonesia (PLN EPI) ยืนยันหนักแน่นว่า ‘ชีวมวล’ ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือหัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนความมั่นคงทางพลังงานของชาติ พร้อมเร่งเครื่องสู่ยุคพลังงานสะอาดอย่างเต็มกำลัง
ด้วยการบุกเบิกและพัฒนาระบบนิเวศชีวพลังงานแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ชีวมวลจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เชื้อเพลิงทดแทนถ่านหินบางส่วนในโรงไฟฟ้าพลังงานไอน้ำ (PLTU) เท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เปิดประตูสู่การสร้างงานสีเขียว และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพลังงานภายในประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ

นายฮอกคอป ซิตุงเคียร์ ผู้อำนวยการฝ่ายชีวมวลของ PLN EPI อธิบายว่า ชีวมวลคือคำตอบที่รวดเร็วและเป็นรูปธรรมสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านโครงการ ‘โค-ไฟริ่ง’ (co-firing) ในโรงไฟฟ้าพลังงานไอน้ำ ซึ่งเป็นการนำชีวมวลที่ได้จากเศษเหลือทางการเกษตร พืชสวน ป่าไม้ ไปจนถึงขยะชุมชน มาใช้ทดแทนถ่านหินบางส่วน
"เราสามารถนำเศษเหลือจากปาล์มน้ำมัน เช่น ทะลายเปล่า กะลาปาล์ม รวมถึงแกลบข้าว ซังข้าวโพด ทางปาล์ม เศษไม้ และชีวมวลอื่นๆ อีกมากมาย มาแปรรูปเป็นเม็ดชีวมวล เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนถ่านหินบางส่วนในโรงไฟฟ้า PLTU ได้อย่างมีประสิทธิภาพ" นายฮอกคอปกล่าว
จากข้อมูลการสำรวจของ PLN EPI อินโดนีเซียมีศักยภาพชีวมวลมหาศาลที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้สูงถึงประมาณ 83.4 ล้านตันต่อปี ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศอย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเกาะสุมาตราที่มีมากถึง 42.8 ล้านตัน, กาลีมันตัน 18.9 ล้านตัน, ชวา 13.1 ล้านตัน, สุลาเวสี 5.1 ล้านตัน, ปาปัว-มาลูกู 1.9 ล้านตัน และบาหลี-นูซาเต็งการาประมาณ 1.5 ล้านตัน
แหล่งที่มาของศักยภาพอันมหาศาลเหล่านี้ล้วนมาจากเศษเหลือจากปาล์มน้ำมัน, ผลผลิตจากป่าไม้, กากเหลือทางการเกษตรและพืชสวน ไปจนถึงขยะมูลฝอยในเขตเมือง ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการนำมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มประสิทธิภาพเท่าที่ควร
นายฮอกคอปเน้นย้ำว่า การพัฒนาชีวมวลไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การทดแทนการใช้ถ่านหินบางส่วนเท่านั้น แต่ยังมุ่งมั่นที่จะสร้างระบบนิเวศชีวพลังงานระดับชาติที่แข็งแกร่ง โดยดึงชุมชนท้องถิ่นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานพลังงานนี้
"’ชีวพลังงานไม่ใช่แค่การเข้ามาแทนที่ถ่านหิน’ นายฮอกคอปกล่าว ‘สิ่งที่เรากำลังสร้างคือระบบนิเวศชีวพลังงานที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับหมู่บ้านไปจนถึงโรงไฟฟ้า โดยมีทั้งเกษตรกร สหกรณ์ ผู้ประกอบการ และภาคอุตสาหกรรม ที่จะได้รับประโยชน์และมูลค่าเพิ่มจากการใช้ชีวมวลร่วมกัน’"