belanegara – ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) รายงานว่าอัตราการเติบโตของหนี้ต่างประเทศ (ULN) ของอินโดนีเซียได้ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งเป็นสัญญาณที่ตอกย้ำถึงโครงสร้างหนี้ที่ยังคงแข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ ท่ามกลางพลวัตทางเศรษฐกิจทั้งในภาครัฐและเอกชน
นายรัมดัน เดนนี ปราโคโซ ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายสื่อสารของ BI เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (22/5/2569) ว่า “ยอดหนี้ต่างประเทศของอินโดนีเซีย ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 433.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเติบโต 0.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี ชะลอตัวลงจาก 1.9% ในไตรมาส 4 ปี 2568” การชะลอตัวนี้สะท้อนถึงการบริหารจัดการหนี้ที่รอบคอบและแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคที่เอื้ออำนวย

ในส่วนของภาครัฐ หนี้ต่างประเทศของรัฐบาลก็แสดงแนวโน้มการเติบโตที่ช้าลงเช่นกัน โดย ณ ไตรมาสแรกของปี 2569 ยอดหนี้รัฐบาลอยู่ที่ 214.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เติบโต 3.8% เมื่อเทียบเป็นรายปี ลดลงจาก 5.5% ในไตรมาสก่อนหน้า ปรากฏการณ์นี้เป็นผลมาจากการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติในตราสารหนี้ภาครัฐ (SBN) ระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อแนวโน้มเศรษฐกิจภายในประเทศที่แข็งแกร่ง
นายรัมดันย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการภาระหนี้ต่างประเทศอย่างรอบคอบ วัดผลได้ และโปร่งใส เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการจัดหาเงินทุนสำหรับงบประมาณรายรับรายจ่ายของรัฐ (APBN) โดยเน้นการจัดสรรไปสู่โครงการใช้จ่ายที่เป็นลำดับความสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนและรักษาโมเมนตัมการเติบโตทางเศรษฐกิจของชาติ
หากพิจารณาในรายละเอียด เงินกู้ยืมของรัฐบาลถูกจัดสรรไปยังภาคบริการสุขภาพและกิจกรรมทางสังคม 22.1% การบริหารราชการ การป้องกันประเทศ และประกันสังคมภาคบังคับ 20.2% การศึกษา 16.2% การก่อสร้าง 11.5% และการขนส่งและคลังสินค้า 8.5% โครงสร้างหนี้ภาครัฐนี้ถือว่าปลอดภัย เนื่องจากหนี้ระยะยาวมีสัดส่วนสูงถึง 99.99% ของหนี้ทั้งหมด
ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนกลับมีแนวโน้มการลดลงของภาระหนี้ต่างประเทศเมื่อเทียบเป็นรายปีถึง 1.8% โดยยอดหนี้ต่างประเทศภาคเอกชน ณ ต้นปีลดลงเหลือ 191.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งต่ำกว่า 194.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่บันทึกไว้ ณ สิ้นไตรมาส 4 ปี 2568 การลดลงนี้แสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของภาคเอกชนในการบริหารจัดการภาระหนี้ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน
