belanegara – ตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา อินโดนีเซียต้องเผชิญกับการสูญเสียรายได้ของรัฐอย่างมหาศาลถึง 15,400 ล้านล้านรูเปียห์ ซึ่งเป็นผลพวงโดยตรงจากการปฏิบัติที่เรียกว่า ‘การออกใบแจ้งหนี้ต่ำกว่าราคาจริง’ หรือ ‘under-invoicing’ โดยกลุ่มผู้ส่งออก การกระทำที่บริษัทผู้ส่งออกขายสินค้าโภคภัณฑ์ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงในตลาดโลก เพื่อดึงดูดผู้ซื้อ แม้จะดูเหมือนเป็นประโยชน์ต่อบริษัท แต่กลับส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรายได้ของประเทศ และบ่อนทำลายเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
นายโรฮัน ฮาฟาส กรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารจัดการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและการสื่อสารของ Danantara Indonesia ได้ชี้แจงว่า เมื่อมูลค่าการขายสินค้าโภคภัณฑ์ถูกบันทึกต่ำกว่าราคาจริง ใบแจ้งหนี้ที่ยื่นต่อรัฐเพื่อวัตถุประสงค์ในการรายงานภาษีก็ย่อมต่ำลงตามไปด้วย ทำให้รัฐจัดเก็บภาษีได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งที่ในความเป็นจริง มีราคาอ้างอิงระดับโลกสำหรับสินค้าโภคภัณฑ์หลายชนิด เช่น ถ่านหิน น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) และอื่นๆ ที่ควรนำมาใช้เป็นมาตรฐานในการกำหนดราคา นายโรฮันกล่าวในการแถลงข่าวที่ Wisma Danantara เมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า "หัวใจสำคัญของทุกกรณีนี้คือการกระทำระหว่างภาคเอกชนกับภาคเอกชน ไม่ใช่การทุจริต แต่เป็นการปั่นราคา" ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาที่ไม่ได้เกิดจากการคอร์รัปชันโดยตรง แต่เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่เอาเปรียบประเทศชาติ

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ นายโรฮันยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของการก่อตั้ง PT Danantara Sumber Daya Indonesia (DSI) ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยุติการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมเหล่านี้ โดย PT DSI จะดำเนินการขายสินค้าโภคภัณฑ์ตามมาตรฐานราคาอ้างอิงตลาดโลกที่ถูกต้องและเป็นธรรม ด้วยแนวทางนี้ บริษัทภายในประเทศจะไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้านราคาอย่างดุเดือดเพื่อแย่งชิงผู้ซื้ออีกต่อไป และจะได้รับความมั่นใจในราคาที่ยุติธรรมมากขึ้น
นายโรฮันแสดงความเชื่อมั่นว่า "จากนี้ไป บริษัทต่างๆ จะมองเห็นถึงความแน่นอนด้านราคาผ่านตลาดหลักทรัพย์ที่จะเกิดขึ้น และอื่นๆ อีกมากมาย ผมคิดว่ามันจะดีขึ้นมาก" นี่คือความหวังใหม่ในการสร้างความโปร่งใสและเป็นธรรมในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ของอินโดนีเซีย เพื่อให้รายได้ที่ควรจะเป็นของประเทศกลับคืนมา และนำไปใช้พัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจล่าสุดได้ที่ belanegara.co
