belanegara – การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่น่าจับตา เมื่อกลยุทธ์ของนักลงทุนในประเทศไทยเริ่มเปลี่ยนผ่านจากการไล่ล่าโอกาสทำกำไรระยะสั้นแบบฉาบฉวย ไปสู่การแสวงหาวิธีการที่มั่นคงและยั่งยืน เพื่อรักษาและเพิ่มพูนมูลค่าของพอร์ตการลงทุนในระยะยาว นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่เป็นการส่งสัญญาณถึงวุฒิภาวะของตลาดคริปโตที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อิสซาเบล ฮาร์โต นักวิเคราะห์คริปโตชื่อดังของอินโดนีเซีย ชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่านักลงทุนกำลังก้าวข้ามรูปแบบเก่าที่พึ่งพาโมเมนตัมของตลาดมากเกินไป "ในรอบวัฏจักรก่อนหน้านี้ สัญญาณแบบนี้จะถูกตอบสนองอย่างรุนแรงและรวดเร็วจากตลาด แต่ตอนนี้ นักลงทุนมีเหตุผลมากขึ้น พวกเขาไม่ได้ไล่ตามทุกจังหวะ แต่เริ่มมองหาว่ามีปัจจัยพื้นฐานหรือกลยุทธ์ที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างแท้จริงหรือไม่" เธอกล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2026

ฮาร์โตเสริมว่านักลงทุนกำลังปรับเปลี่ยนจุดโฟกัสจากการเก็งกำไรราคาเพียงอย่างเดียว ไปสู่แนวทางที่มีโครงสร้างและวางแผนมาอย่างดี "ตลาดเริ่มเติบโตเต็มที่แล้ว นักลงทุนไม่ได้มองหาแค่กำไรจากส่วนต่างราคา (capital gain) แต่ยังมองหาวิธีที่สินทรัพย์ของพวกเขาสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างสม่ำเสมอ แม้ในช่วงที่ตลาดไม่ได้เคลื่อนไหวอย่างมีนัยสำคัญ"
ยกตัวอย่างเช่น การเคลื่อนไหวของ Dogecoin ที่กลับมาดึงดูดความสนใจของตลาดอีกครั้ง หลังจากมีสัญญาณ Bullish Divergence ซึ่งในทางเทคนิคแล้วมักจะบ่งชี้ถึงแรงขายที่อ่อนตัวลงและศักยภาพในการปรับตัวขึ้นของราคา ทว่า แตกต่างจากรอบวัฏจักรก่อนๆ การตอบสนองของนักลงทุนในครั้งนี้กลับดูราบเรียบและไม่รุนแรงเท่าที่เคยเป็นมา
แม้ว่าสัญญาณขาขึ้นมักจะกระตุ้นการเข้าซื้ออย่างดุดันในอดีต แต่สถานการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงแนวทางที่ระมัดระวังมากขึ้นจากผู้เล่นในตลาด สิ่งนี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักลงทุน หลังจากที่พวกเขาได้เผชิญกับความผันผวนหลายรอบในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รายงานจาก belanegara.co ระบุว่า ความรอบคอบนี้เป็นผลมาจากการเรียนรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมา
ปัจจุบัน Dogecoin ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 0.0956 ดอลลาร์สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นประมาณ 1.71% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ด้วยมูลค่าตลาดใกล้ 1.43 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ความเชื่อมั่นของตลาดก็แสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงในระดับปานกลาง โดยดัชนี Fear and Greed Index อยู่ที่ระดับ 55 ซึ่งบ่งชี้ถึงความสมดุลระหว่างความกลัวและความโลภในตลาด
