belanegara – สถานการณ์โลกที่ผันผวน โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้กลายเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับอินโดนีเซีย ให้เร่งเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานด้วยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ภายในประเทศ เพื่อก้าวสู่การพึ่งพาตนเองอย่างแท้จริงและลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก
นายสุเก็ง สุปารวโต รองประธานคณะกรรมาธิการ XII ของสภาผู้แทนราษฎร (DPR) เน้นย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าสำหรับยานพาหนะและเครื่องใช้ในครัวเรือน ถือเป็นหัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านพลังงานแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนการผลิตไฟฟ้า ท่ามกลางความเสี่ยงด้านเสถียรภาพของอุปทานและราคาพลังงานในตลาดโลกที่ผันผวนไม่หยุดหย่อน

การผลักดันการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นก้าวสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนการบริโภคพลังงานในภาคการขนส่งจากเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่พลังงานไฟฟ้า เมื่อมีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น การบริโภคพลังงานก็จะสามารถพึ่งพาระบบไฟฟ้าของประเทศที่มาจากแหล่งภายในประเทศได้มากขึ้น ซึ่งเป็นการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าและสร้างความยั่งยืนด้านพลังงานในระยะยาว
ข้อมูลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงภาระเงินอุดหนุนด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ จาก 95.7 ล้านล้านรูเปียห์ในปี 2020 เป็น 159.6 ล้านล้านรูเปียห์ในปี 2023 และพุ่งขึ้นเป็น 203.4 ล้านล้านรูเปียห์ในปี 2024 โดยส่วนใหญ่เป็นเงินอุดหนุนสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซหุงต้ม (LPG) ยิ่งไปกว่านั้น ในปี 2025 งบประมาณรวมคาดว่าจะสูงถึง 394.3 ล้านล้านรูเปียห์ และมีการวางแผนไว้ที่ 210.06 ล้านล้านรูเปียห์ในร่างงบประมาณปี 2026 โดยยังคงมีสัดส่วนใหญ่สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงและ LPG ซึ่งเป็นภาระหนักต่อคลังของรัฐ
ด้วยเหตุนี้ นายสุเก็งจึงสนับสนุนให้มีการเปลี่ยนจากการใช้เตาแก๊สมาเป็นเตาไฟฟ้าในระดับครัวเรือน การใช้เตาไฟฟ้าไม่เพียงแต่เป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการใช้ประโยชน์จากโครงข่ายไฟฟ้าที่มีอยู่แล้วอย่างกว้างขวางในหลายพื้นที่ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาก๊าซหุงต้มและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของชาติในระยะยาว สอดรับกับวิสัยทัศน์ของ belanegara.co ที่ต้องการเห็นอินโดนีเซียเป็นผู้นำด้านพลังงานสะอาดในภูมิภาค