belanegara – ในโลกของการลงทุนที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักลงทุนที่ต้องการรักษามูลค่าของสินทรัพย์ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ล่าสุด ราคาของทองคำแท่ง Antam ได้พุ่งสูงทำสถิติใหม่ถึง 3.1 ล้านรูเปียห์ต่อกรัม เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 และคาดการณ์ว่าจะยังคงปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี แต่คำถามที่หลายคนสงสัยและยังหาคำตอบไม่ได้คือ "ทำไมราคาซื้อและราคาขายทองคำถึงแตกต่างกันเสมอ?"
นักลงทุนจำนวนมากต่างพากันตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดราคาที่ต้องจ่ายเมื่อซื้อทองคำ กับราคาที่ได้รับเมื่อขายคืน จึงไม่เคยเท่ากัน และมักจะมีส่วนต่างที่ชัดเจนอยู่เสมอ

เบื้องหลังความแตกต่างของราคาซื้อ-ขายทองคำ
ยกตัวอย่างเช่น ในการซื้อขายเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2569 ราคาซื้อทองคำ Antam อยู่ที่ 3,168,000 รูเปียห์ต่อกรัม ในขณะที่ราคาขายคืน (buyback) ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ถือทองคำจะได้รับเมื่อต้องการขายทองคำแท่งคืน อยู่ที่ 2,989,000 รูเปียห์ จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งสร้างความสับสนให้กับนักลงทุนมือใหม่เป็นอย่างมาก
ราคาซื้อทองคำ คือมูลค่าที่คุณต้องจ่ายเมื่อซื้อทองคำจากร้านค้าหรือแพลตฟอร์มการลงทุน ราคานี้มักจะสูงกว่าราคาขายคืน เนื่องจากมีการรวมต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่าย รวมถึงส่วนต่างกำไรของผู้ขายเข้าไปด้วย นี่คือจุดที่นักลงทุนหลายคน โดยเฉพาะมือใหม่ มักจะสับสนเมื่อเห็นช่องว่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย
ในทางกลับกัน ราคาขายคืนทองคำ หรือที่รู้จักกันในชื่อ "buyback" คือมูลค่าที่คุณจะได้รับเมื่อขายทองคำคืนให้กับผู้ขายหรือสถาบันการลงทุน ราคานี้มักจะต่ำกว่าราคาซื้อ เนื่องจากมีการคำนึงถึงค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมและปัจจัยความผันผวนของตลาด ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขายทองคำนี้เรียกว่า "สเปรด" (Spread) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการคำนวณผลกำไรจากการลงทุนในทองคำ
ความแตกต่างนี้ไม่ใช่สัญญาณของการขาดทุน แต่เป็นกลไกตลาดที่เป็นเรื่องปกติและสมเหตุสมผล อย่างไรก็ตาม หากนักลงทุนไม่เข้าใจแนวคิดนี้อย่างถ่องแท้ ก็อาจก้าวพลาดและสูญเสียโอกาสในการทำกำไรจากการซื้อขายโลหะมีค่าได้
ดังนั้น การทำความเข้าใจแนวคิดของ "สเปรด" จึงเป็นหัวใจสำคัญ เพราะมันสะท้อนถึงต้นทุนการทำธุรกรรม ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และค่าบริการจากผู้ให้บริการทองคำ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาซื้อและราคาขายไม่เคยเท่ากัน การรู้และเข้าใจในเรื่องนี้จะช่วยให้นักลงทุนสามารถวางแผนการลงทุนได้อย่างชาญฉลาดและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นในระยะยาว