belanegara – ท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลกและเศรษฐกิจในภูมิภาค ข้อมูลล่าสุดจากรายงานเศรษฐกิจปลายเดือนมกราคม 2569 ชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ที่น่าจับตาในหมู่มหาเศรษฐีอินโดนีเซีย เมื่อความมั่งคั่งของบุคคลระดับแนวหน้าหลายรายกลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สร้างความประหลาดใจและกระตุ้นคำถามถึงปัจจัยเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
ตามรายงานจากแหล่งข้อมูลเศรษฐกิจที่ติดตามความเคลื่อนไหวของมหาเศรษฐีทั่วโลก เมื่อวันศุกร์ที่ 30 มกราคม 2569 พบว่ากลุ่มนักธุรกิจระดับอภิมหาเศรษฐีของอินโดนีเซียหลายรายต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่มูลค่าทรัพย์สินลดลงในช่วงปลายเดือนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นาย Low Tuck Kwong ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘ราชาถ่านหิน’ ซึ่งทรัพย์สินส่วนตัวของเขาลดลงไปถึง 1.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 18.5 พันล้านรูเปียห์อินโดนีเซีย ส่งผลให้มูลค่าทรัพย์สินรวมของเจ้าของอาณาจักรเหมืองแร่แห่งนี้อยู่ที่ 22.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 381.1 ล้านล้านรูเปียห์อินโดนีเซีย

นาย Low Tuck Kwong ผู้ก่อตั้งและหัวเรือใหญ่ของ Bayan Resources บริษัทเหมืองถ่านหินยักษ์ใหญ่ ไม่เพียงแต่เป็นที่รู้จักในฐานะ ‘ราชาถ่านหิน’ เท่านั้น แต่เขายังมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานหมุนเวียน Metis Energy ในสิงคโปร์ (เดิมชื่อ Manhattan Resources) รวมถึงถือหุ้นใน The Farrer Park Company และ Samindo Resources อีกด้วย นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้สนับสนุนหลักของ SEAX Global ซึ่งกำลังพัฒนาระบบเคเบิลใต้น้ำเพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างสิงคโปร์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย
เส้นทางอาชีพของเขาเริ่มต้นจากการทำงานในบริษัทก่อสร้างของบิดาที่สิงคโปร์ตั้งแต่วัยรุ่น ก่อนจะย้ายมายังอินโดนีเซียในปี 2515 เพื่อแสวงหาโอกาสที่ยิ่งใหญ่กว่า และเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา เขาได้โอนหุ้นใน Bayan มูลค่า 6.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับ Elaine บุตรสาวของเขา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาในแวดวงธุรกิจ
นอกเหนือจากกรณีของนาย Low Tuck Kwong แล้ว รายงานยังเผยให้เห็นว่ามีมหาเศรษฐีอินโดนีเซียอีกหลายรายที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ทรัพย์สินลดลงในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 นี้ ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของตลาดและปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง โดยมีรายชื่อและรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงดังนี้:
- Low Tuck Kwong: มูลค่าทรัพย์สินลดลง 1.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (18.5 พันล้านรูเปียห์อินโดนีเซีย) เหลือ 22.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (381.1 ล้านล้านรูเปียห์อินโดนีเซีย)
- Tahir: มูลค่าทรัพย์สินลดลง 20.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (344.0 พันล้านรูเปียห์อินโดนีเซีย) หรือคิดเป็น 0.19% เหลือ 10.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (176.2 ล้านล้านรูเปียห์อินโดนีเซีย)
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ตอกย้ำถึงพลวัตที่ไม่หยุดนิ่งของตลาดทุนและเศรษฐกิจ ซึ่งแม้แต่มหาเศรษฐีระดับโลกก็ยังต้องปรับตัวและเผชิญกับความท้าทายที่คาดไม่ถึง.